คู่มือ

เริ่มต้นวิ่งและกรีฑา: คู่มือสำหรับมือใหม่หัดวิ่ง

กรีฑาคือกีฬาพื้นฐานที่ประกอบด้วยการวิ่ง การกระโดด และการขว้างปา เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย ช่วยพัฒนาร่างกายให้แข็งแรง สร้างสมาธิ และฝึกความอดทน

เผยแพร่เมื่อ อัปเดตล่าสุดเมื่อ

บทนำภาพ

ทิวทัศน์ของลู่วิ่งข้างแหล่งน้ำ
ผู้ชายยืนอยู่บนสนามเทนนิส
Photo by Wang Whale on Unsplash
ทิวทัศน์ของลู่วิ่งกับภูเขาเป็นฉากหลัง
ลู่วิ่งสีแดงกับต้นไม้เป็นฉากหลัง
Photo by Wilson K. on Unsplash
ผู้ชายยืนอยู่บนสนามเทนนิสถือไม้เทนนิส
ลู่วิ่งที่มีรั้วเป็นฉากหลัง
Photo by ellen yun on Unsplash
สนามบาสเกตบอลว่างเปล่าในสวนสาธารณะเมือง
Photo by Ivy Dao on Unsplash
ลู่วิ่งกับต้นปาล์มเป็นฉากหลัง
กลุ่มคนยืนอยู่บนสนามเทนนิส
ผู้ชายขี่สเก็ตบอร์ดลงมาตามถนนคดเคี้ยว
ภาชนะพลาสติกสีเขียวและชมพู
ทุ่งหญ้ากับตึกเป็นฉากหลัง
ทิวทัศน์ของสนามกีฬากับตึกสูงเป็นฉากหลัง
Photo by Jason Sung on Unsplash
เด็กชายกำลังวิ่งบนลู่วิ่งพร้อมจานร่อน
ลู่วิ่งที่มีคนเดินอยู่ไม่กี่คน
สนามบาสเกตบอลว่างเปล่าหน้าตึก
สนามกรีฑาสีเขียวและน้ำตาล
กลุ่มคนยืนอยู่บนลู่วิ่งสีน้ำเงิน
Photo by MChe Lee on Unsplash
ลู่วิ่งที่มีคนอยู่บนนั้น
Photo by Sean Lee on Unsplash
สนามเทนนิสที่ว่างเปล่าพร้อมต้นไม้ด้านหลัง

ความคาดหวัง

เช้าวันอาทิตย์แรกของเดือน ฉันตัดสินใจเริ่มวิ่งที่สวนสาธารณะ หัวใจเต้นแรงเมื่อได้กลิ่นอากาศยามเช้าและเสียงธรรมชาติเบาๆ ฉันใส่รองเท้าคู่ใหม่ที่เพิ่งซื้อมาจากห้างสรรพสินค้า พร้อมกับชุดกีฬาสีฟ้าที่ได้รับเป็นของขวัญ เป้าหมายแรกคือการเริ่มต้นวิ่งเบาๆ

การดื่มด่ำ

ลมหายใจสั้นๆ เป็นจังหวะกับเสียงฝีเท้ากระทบพื้นถนนลาดยาง ฉันรู้สึกถึงหยดเหงื่อไหลลงข้างแก้ม พร้อมกับลมเย็นๆ ที่พัดผ่านใบหน้าทุกครั้งที่วิ่งผ่านใต้ต้นไม้ใหญ่ เสียงนกร้องและเสียงใบไม้ไหวเหมือนกำลังให้กำลังใจ ฉันสังเกตเห็นครอบครัวชาวไทยที่มานั่งปิกนิกใต้ต้นไม้ พวกเขาทักทายด้วยรอยยิ้มเมื่อฉันวิ่งผ่าน

การไตร่ตรอง

หนึ่งเดือนผ่านไป ฉันไม่น่าเชื่อว่าตัวเองจะวิ่งต่อเนื่องได้ไกลขึ้นโดยไม่หยุดพัก นอกจากร่างกายที่แข็งแรงขึ้น ฉันยังพบว่าตัวเองมีความสุขและกระปรี้กระเปร่ามากขึ้นในชีวิตประจำวัน การวิ่งตอนเช้ากลายเป็นช่วงเวลาที่ฉันรอคอยที่สุดของวัน แม้แต่เพื่อนร่วมงานยังทักว่าดูสดชื่นและมีพลังมากขึ้น

การวิ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจและปอด ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด จากการศึกษาพบว่าการวิ่งเป็นประจำช่วยลดความดันโลหิตและระดับคอเลสเตอรอลได้อย่างมีนัยสำคัญ
การวิ่งช่วยเผาผลาญแคลอรีได้เป็นจำนวนมาก ช่วยควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติและลดไขมันส่วนเกิน
การวิ่งช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินหรือสารแห่งความสุข ลดความเครียดและอาการซึมเศร้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน และเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและลำตัว
การวิ่งเป็นประจำช่วยปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับ ทำให้หลับลึกและตื่นมาสดชื่นมากขึ้น
การวิ่งอย่างสม่ำเสมอช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลดความเสี่ยงในการเป็นหวัดและโรคติดเชื้อ
การตั้งเป้าหมายและบรรลุผลสำเร็จในการวิ่งช่วยสร้างความมั่นใจและความภูมิใจในตนเอง สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
  1. เริ่มจากเดินเร็ว 1 นาที สลับกับวิ่งเบาๆ 1 นาที ทำซ้ำ 10 รอบ
  2. ค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาการวิ่งในแต่ละสัปดาห์ โดยเพิ่มไม่เกิน 10% ต่อสัปดาห์
  3. เรียนรู้ท่าวิ่งที่ถูกต้อง โดยให้หลังตรง แขนงอ 90 องศา และก้าวสั้นๆ
  4. เลือกเส้นทางวิ่งที่ปลอดภัย มีแสงสว่างเพียงพอ และมีผู้คนพลุกพล่าน
  5. ตั้งเป้าหมายเล็กๆ เช่น วิ่งให้ได้ 5 กิโลเมตรภายใน 1 เดือน
  6. จดบันทึกความคืบหน้าและเฉลิมฉลองความสำเร็จในแต่ละขั้นตอน
  7. เข้าร่วมกลุ่มวิ่งหรือหาเพื่อนร่วมวิ่งเพื่อเพิ่มแรงจูงใจ
  • รองเท้าวิ่งที่เหมาะสมกับรูปเท้าและสภาพพื้นผิว
  • ชุดกีฬาที่ระบายอากาศได้ดี เหมาะกับอากาศร้อน
  • ขวดน้ำสำหรับดื่มระหว่างทาง
  • หมวกหรือแว่นกันแดดสำหรับวันที่แดดจัด
  • ครีมกันแดดที่มีค่าการป้องกันแสงแดดสูง
  • นาฬิกาจับเวลาหรือแอปพลิเคชันติดตามการวิ่ง
  • ผ้าขนหนูผืนเล็กสำหรับซับเหงื่อ

ควรวอร์มร่างกายก่อนวิ่งทุกครั้ง เริ่มจากระยะทางสั้นๆ ก่อน และค่อยๆ เพิ่มระยะทาง ควรวิ่งในที่ปลอดภัยและสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย หากมีอาการบาดเจ็บควรปรึกษาแพทย์ทันที

สำหรับผู้เริ่มต้นแนะนำให้วิ่ง 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยมีวันพักสลับกัน เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูและลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ
การวิ่งตอนเช้าจะได้อากาศที่บริสุทธิ์กว่าและอุณหภูมิที่เย็นสบายกว่า แต่ถ้าไม่สะดวกตอนเช้า การวิ่งตอนเย็นหลังเลิกงานก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน ควรหลีกเลี่ยงการวิ่งตอนแดดจัดระหว่างวัน
เริ่มจาก 20-30 นาทีก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้นทีละ 5 นาทีทุกสัปดาห์ เมื่อร่างกายเริ่มชิน ฟังเสียงร่างกายเป็นหลักและอย่าฝืนจนเกินไป
ควรวอร์มร่างกาย 5-10 นาทีก่อนวิ่ง ด้วยการเดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ ตามด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อขาและลำตัวเบาๆ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กล้ามเนื้อและลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ
ควรหยุดพักและประคบเย็นบริเวณที่ปวดด้วยน้ำแข็งห่อผ้า นวดเบาๆ และยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วันหรือมีอาการบวมแดง ควรปรึกษาแพทย์
ดื่มน้ำ 1-2 แก้วก่อนวิ่ง 1 ชั่วโมง และจิบน้ำทุก 15-20 นาทีระหว่างวิ่ง หลังวิ่งเสร็จควรดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อชดเชยการสูญเสียเหงื่อ
วิ่งกลางแจ้งจะได้สัมผัสธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ช่วยลดความจำเจ แต่ต้องระวังสภาพพื้นผิวและสภาพอากาศ ส่วนลู่วิ่งควบคุมสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า ลดแรงกระแทกและปลอดภัยกว่า
ก่อนวิ่ง 1-2 ชั่วโมงควรทานอาหารเบาๆ ที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น กล้วย ขนมปังโฮลวีต หรือข้าวต้ม หลังวิ่งควรทานอาหารที่มีโปรตีนสูงเพื่อซ่อมแซมกล้ามเนื้อ เช่น ไข่ต้ม อกไก่ หรือนมถั่วเหลือง
ลดความเร็วลงเป็นเดินเร็ว หายใจเข้าออกลึกๆ และดื่มน้ำเล็กน้อย ถ้ายังไม่ไหวให้หยุดพัก อย่าฝืนจนเกินไป ค่อยๆ เพิ่มความทนทานทีละน้อย
การวิ่งคนเดียวช่วยให้มีสมาธิกับลมหายใจและจังหวะตัวเอง ส่วนการวิ่งกับเพื่อนช่วยสร้างแรงจูงใจและความสนุกสนาน ลองสลับไปมาระหว่างสองแบบเพื่อความหลากหลาย
ควรเปลี่ยนรองเท้าวิ่งทุก 500-800 กิโลเมตร หรือสังเกตจากพื้นรองเท้าที่สึกหรอ ส้นรองเท้าแบน หรือเมื่อรู้สึกว่าแรงกระแทกเพิ่มขึ้นขณะวิ่ง
พักการวิ่งชั่วคราว ใช้การว่ายน้ำหรือปั่นจักรยานแทนเพื่อลดแรงกระแทก ใช้ผ้าห่อน้ำแข็งประคบบริเวณที่ปวดวันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15-20 นาที หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด

การเริ่มต้นวิ่งเป็นวิธีที่ดีต่อสุขภาพ