คู่มือ

การผ่อนคลายด้วยการนำทาง: วิธีลดความเครียดแบบคนไทย

การผ่อนคลายด้วยการนำทางคือการเดินทางของจิตใจที่ช่วยให้คุณปลดปล่อยความตึงเครียด คลายกล้ามเนื้อ และค้นพบความสงบภายใน ด้วยเสียงแนะนำที่อ่อนโยน คุณจะได้เรียนรู้เทคนิคการหายใจและการผ่อนคลายกล้ามเนื้อทีละส่วน เหมาะสำหรับคนเมืองที่ต้องการพักผ่อนอย่างแท้จริง

เผยแพร่เมื่อ อัปเดตล่าสุดเมื่อ

บทนำภาพ

ชายนั่งบนโต๊ะสวมหูฟัง
ชายนั่งบนก้อนหินฝึกโยคะ
ผู้ชายนั่งบนท่อนไม้ในป่า
ผู้ชายสวมเสื้อกั๊กสีแดงกำลังนั่งบนหญ้า
พระพุทธรูปสีขาวบนผิวน้ำ
ผู้ชายสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและเนคไท นั่งขัดสมาธิ
ผู้หญิงกำลังสวดมนต์และนั่งบนหาดทรายในเวลากลางวัน
ชายนั่งบนก้อนหินริมแม่น้ำ
Photo by TONG KBP on Unsplash
หญิงสาวนั่งสมาธิบนพื้นที่บ้าน
ผู้ชายนั่งข้างต้นไม้
หญิงสาวนั่งสมาธิบนพื้นที่บ้าน
ผู้ชายนั่งข้างต้นไม้
ผู้หญิงนั่งบนชายหาดตอนพระอาทิตย์ตก
ถ้วยกสองใบบนจานรองวางอยู่บนพื้น
Photo by narubono on Unsplash
ผู้ชายนั่งอยู่บนหญ้าถือแก้วสองใบ
ผู้ชายในเสื้อสีดำนั่งอยู่ในป่า
รูปปั้นคอนกรีตสีขาวใกล้กับต้นไม้สีเขียวในเวลากลางวัน
คนนั่งบนก้อนหินริมทะเลสาบ
Photo by TONG KBP on Unsplash
ผู้ชายสวมเสื้อกั๊กสีแดงนั่งบนหญ้า
ผู้ชายนั่งอยู่บนโขดหินริมทะเล
Photo by Matt Busse on Unsplash

ความคาดหวัง

เมื่อวานนี้หลังเลิกงานที่ออฟฟิศในเมืองใหญ่ ฉันตัดสินใจลองฝึกการผ่อนคลายด้วยการนำทางเป็นครั้งแรก เพื่อนร่วมงานแนะนำมาว่าช่วยลดความเครียดจากการทำงานได้ดี ฉันรู้สึกตื่นเต้นแต่ก็สงสัยว่าจะได้ผลจริงหรือไม่ ตอนเตรียมตัว ฉันหามุมสงบในห้องนอน ปูผ้านวมนุ่มๆ และเตรียมหูฟังไร้สายคู่โปรด กลิ่นตะไคร้จากน้ำมันหอมระเหยที่จุดไว้ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาเล็กน้อย

การดื่มด่ำ

เสียงผู้แนะนำที่อ่อนโยนพาฉันไปยังศาลาไทยริมแม่น้ำในยามเย็น แสงสีทองของพระอาทิตย์ตกกระทบหลังคาสีส้มของวัดแห่งหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป ฉันได้ยินเสียงระฆังวัดดังลอยมาไกลๆ ผสมกับเสียงใบไม้ไหวจากลมเย็นๆ กลิ่นหอมของดอกมะลิและตะไคร้จากน้ำมันหอมระเหยช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ทีละน้อย ฉันรู้สึกว่ากล้ามเนื้อที่ตึงเครียดจากนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันเริ่มคลายตัวลง เหมือนมีมืออุ่นๆ มาคลึงเบาๆ

การไตร่ตรอง

เมื่อจบเซสชัน ฉันรู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความเครียดที่สะสมจากการทำงานและรถติดในกรุงเทพฯ ดูเหมือนจะละลายหายไป ฉันตระหนักว่าร่างกายเก็บความตึงเครียดไว้มากกว่าที่คิด ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าทำไมคนไทยสมัยก่อนถึงนิยมการนั่งสมาธิและฝึกจิต การผ่อนคลายด้วยการนำทางไม่เพียงช่วยให้ฉันผ่อนคลาย แต่ยังทำให้ฉันเห็นคุณค่าของการหยุดพักและอยู่กับตัวเองมากขึ้น ตั้งแต่นั้นมา ฉันจึงฝึกเป็นประจำทุกเย็นก่อนนอน

การฝึกการผ่อนคลายช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดในร่างกาย ทำให้รู้สึกสงบและผ่อนคลายมากขึ้น เหมาะกับวิถีชีวิตเร่งรีบของคนเมือง
การฝึกเป็นประจำช่วยให้นอนหลับลึกและตื่นขึ้นมาสดชื่น แก้อาการนอนไม่หลับที่เกิดจากความเครียด
ช่วยฝึกจิตใจให้จดจ่อกับปัจจุบันได้ดีขึ้น เหมาะสำหรับนักเรียนและคนทำงาน
การผ่อนคลายช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานดีขึ้น ลดความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง
ช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อที่อาจเป็นสาเหตุของอาการปวดหลัง คอ และบ่าไหล่
การลดความเครียดช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ช่วยให้รู้สึกสงบสุขจากภายใน พร้อมรับมือกับปัญหาชีวิตได้ดีขึ้น
  1. หาสถานที่ที่เงียบสงบและรู้สึกสบายในบ้าน อาจจุดเทียนหรือตะเกียงน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์หรือตะไคร้
  2. นั่งขัดสมาธิหรือนอนหงายบนเสื่อโยคะในท่าที่สบาย หลับตาเบาๆ
  3. เปิดเสียงแนะนำการผ่อนคลายที่ชอบ อาจเลือกเสียงธรรมชาติหรือเพลงบรรเลงเบาๆ
  4. ทำตามคำแนะนำในเสียงอย่างตั้งใจ ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับเสียง
  5. หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ ทางจมูกและผ่อนลมหายใจออกทางปากช้าๆ
  6. เมื่อจิตใจวอกแวก ให้ดึงความสนใจกลับมาที่ลมหายใจและเสียงผู้แนะนำ
  7. ค่อยๆ กลับมาสู่สภาวะปกติเมื่อจบเซสชัน ขยับนิ้วมือนิ้วเท้าเบาๆ ก่อนลุกขึ้น
  • หูฟังหรือลำโพงคุณภาพดี
  • สถานที่เงียบสงบในบ้านหรือสวน
  • เสื่อโยคะหรือเบาะนุ่มๆ
  • เวลา 10-20 นาทีโดยไม่ถูกรบกวน
  • เสื้อผ้าสบายๆ ไม่รัดแน่น
  • น้ำดื่มสะอาดไว้ข้างตัว
  • อุณหภูมิห้องที่เหมาะสม ไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป

การฝึกผ่อนคลายนี้ปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่ควรระมัดระวังหากมีปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรง ผู้ที่มีอาการทางจิตเวชควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มฝึก ไม่แนะนำให้ฝึกขณะขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักร ควรเลือกเวลาที่สามารถนั่งหรือนอนพักผ่อนได้เต็มที่

หลายคนรู้สึกผ่อนคลายทันทีหลังการฝึกครั้งแรก แต่การฝึกเป็นประจำ 10-15 นาทีต่อวัน จะเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนภายใน 2-4 สัปดาห์
ช่วงเช้าหลังตื่นนอนหรือก่อนนอนเป็นเวลาที่เหมาะสม แต่สามารถฝึกได้ทุกเวลาที่รู้สึกเครียดหรือต้องการผ่อนคลาย โดยเฉพาะหลังเลิกงานเพื่อคลายความเหนื่อยล้า
ไม่จำเป็น สามารถนั่งบนเก้าอี้ที่สบายก็ได้ ขอแค่รู้สึกผ่อนคลายและไม่เผลอหลับ โดยเฉพาะถ้าฝึกในช่วงกลางวัน
เป็นเรื่องปกติมากๆ แค่ดึงความสนใจกลับมาที่ลมหายใจหรือเสียงผู้แนะนำต่อไป ไม่ต้องกังวลหรือตำหนิตัวเอง การที่สังเกตได้ว่าจิตใจหลุดลอยแสดงว่ากำลังมีสติมากขึ้นแล้ว
แนะนำวันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 10-20 นาที ความสม่ำเสมอนั้นสำคัญกว่าความยาวเวลา อาจเริ่มจากวันละ 5 นาทีก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มเวลา
โดยทั่วไปปลอดภัย แต่บางคนอาจรู้สึกวิงเวียนเล็กน้อยหากลืมตัวหายใจลึกเกินไป ควรฝึกในท่าที่สบายและไม่ฝืนตัวเอง ถ้ามีอาการไม่สบายใจควรหยุดฝึกและปรึกษาแพทย์
ได้ แต่ควรมีผู้ใหญ่ดูแลและเลือกเสียงแนะนำที่เหมาะกับวัย อาจเริ่มจากระยะเวลาสั้นๆ ก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มเวลา
การผ่อนคลายด้วยการนำทางจะมีเสียงแนะนำตลอด ช่วยให้ผู้เริ่มต้นโฟกัสได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มฝึกสมาธิ
ไม่เสียประโยชน์ การที่ร่างกายผ่อนคลายจนหลับไปแสดงว่าร่างกายต้องการการพักผ่อน แต่ถ้าต้องการฝึกสติจริงๆ อาจต้องเลือกเวลาที่ไม่ง่วงนอน
ควรรออย่างน้อย 30 นาทีหลังมื้อใหญ่ เพื่อให้ร่างกายย่อยอาหารก่อน เพราะการฝึกขณะท้องอิ่มอาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัว
มีหลายที่ในเมืองใหญ่ ที่มีการสอนการผ่อนคลายแบบนี้ เช่น ศูนย์ฝึกสมาธิ วัดต่างๆ หรือสปาไทยที่ผสมผสานการนวดกับการฝึกสมาธิ
สามารถช่วยบรรเทาอาการได้ เพราะช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล แต่ไม่ใช่การรักษาหลัก ควรปรึกษาแพทย์หรือนักจิตบำบัดร่วมด้วย โดยเฉพาะถ้ามีอาการรุนแรง
สวมใส่เสื้อผ้าสบายๆ หาสถานที่สงบ แจ้งคนในบ้านไม่ให้รบกวน ปิดโทรศัพท์หรือเปิดโหมดเงียบ และเตรียมน้ำดื่มไว้ข้างตัว
ลองหาคลิปเสียงอื่นๆ ที่ชอบ เช่น เสียงธรรมชาติ เสียงน้ำไหล หรือดนตรีบรรเลงเบาๆ ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย
อาจเกิดจากการเกร็งตัวระหว่างฝึกหรือหายใจไม่ถูกต้อง ควรผ่อนคลายร่างกายและหายใจให้สบายๆ ไม่ต้องฝืน ถ้ายังมีอาการควรปรึกษาแพทย์

เริ่มต้นการเดินทางสู่ความสงบของคุณวันนี้