คู่มือ

การเขียนบันทึกเชิงบวก: วิธีง่ายๆ ที่เปลี่ยนชีวิตให้มีความสุขมากขึ้น

การเขียนบันทึกเชิงบวกเป็นการฝึกฝนที่ช่วยให้คุณจดจำและให้คุณค่ากับช่วงเวลาดีๆ ในชีวิต ช่วยพัฒนามุมมองในแง่บวกและความสุขโดยรวม

เผยแพร่เมื่อ อัปเดตล่าสุดเมื่อ

บทนำภาพ

หนังสือขดสีขาวพร้อมตัวอักษรพิมพ์ด้านปากกาสีดำ
ป้ายห้ามสูบบุหรี่สีแดงขาว
ภาพระยะใกล้ของเครื่องพิมพ์ดีดพร้อมกระดาษเขียนคำว่า positive, disc
ภาพประกอบคำว่า "คิดบวก"
ภาพใกล้ๆ ของเครื่องพิมพ์ดีดที่มีกระดาษวางอยู่
ภาพใกล้ๆ ของเครื่องพิมพ์ดีดที่มีกระดาษวางอยู่
สมุดบันทึกที่มีข้อความและกล้องวางอยู่ด้านบน
Photo by Mark Casey on Unsplash
สมุดวางแผน "สวัสดีแสงแดด" วางข้างปากกา
ปากกาคลิกสีขาวและน้ำเงินบนกระดาษสีขาว
Photo by Nik on Unsplash
กระดาษพิมพ์สีขาวบนเครื่องพิมพ์ดีดสีดำ
ข้อความ
หนังสือ "Bring on the New Year Adventure Begins"
สมุดโน้ตสีขาววางข้างถ้วยกาแฟเซรามิกบนโต๊ะไม้สีน้ำตาล
Photo by Susan Weber on Unsplash
หนังสือ "Grace Upon Grace" วางอยู่บนพื้นผิวสีขาว
กระดาษพิมพ์สีขาวบนเครื่องพิมพ์ดีดสีเขียว
สมุดโน้ตพร้อมปากกาและดอกไม้บนโต๊ะ
เครื่องพิมพ์ดีดขาวดำบนโต๊ะสีเขียว
ปากกาสีดำบนกระดาษขาว
หนังสือสีน้ำตาลและขาวบนผ้าสีเทา
การ์ดอวยพรวันเกิด

ความคาดหวัง

ตอนแรกที่ได้ยินเรื่องการเขียนบันทึกเชิงบวก ฉันรู้สึกว่ามันอาจจะดูธรรมดาไปหน่อย แต่เมื่อได้อ่านงานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของการฝึกขอบคุณ ฉันเลยตัดสินใจลองทำดูสักหนึ่งเดือน ฉันเลือกสมุดสวยๆ สักเล่มกับปากกาหลายๆ สีที่ชอบ ตั้งใจว่าจะเขียนบันทึกทุกเย็นก่อนนอน แม้จะยังไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรเขียนมากนักในวันที่ดูเหมือนเป็นวันธรรมดาๆ ก็ตาม

วันที่เริ่มต้น ฉันนั่งจ้องหน้ากระดาษว่างๆ ด้วยความลังเล ไม่แน่ใจว่าจะเขียนอะไรดี ฉันถามตัวเองว่า "วันนี้มีอะไรที่ดีบ้างนะ?" คิดไปคิดมา ก็เริ่มจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก่อนดีกว่า อย่างน้อยก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี

การดื่มด่ำ

หลังจากหนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ฉันเริ่มสังเกตว่าตัวเองกำลังมองหาเรื่องดีๆ ในแต่ละวันมากขึ้น เหมือนมีเรดาร์จับความสุข เวลาเจอเหตุการณ์ดีๆ ระหว่างวัน อย่างเช่นแม่ค้ายิ้มให้ตอนซื้อข้าวเช้า หรือเพื่อนร่วมงานชวนกินข้าวเที่ยงด้วยกัน ฉันจะจดจำไว้ในใจทันทีว่า "คืนนี้ต้องเขียนเรื่องนี้ลงไป" บางวันเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างการได้กลิ่นกาแฟหอมๆ ตอนเช้า บางวันเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาหน่อยอย่างการได้ยินคำว่า "ขอบคุณที่ช่วยนะ" จากหัวหน้า

ฉันพบว่าการเขียนด้วยมือช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เสียงกริ๊กๆ ของปากกาเวลาเขียน เสียงกระดาษพลิกไปมาเหมือนเสียงใบไม้ไหวในสายลม มันกลายเป็นช่วงเวลาสงบสุขของวัน ฉันมักจะนั่งเขียนที่โต๊ะทำงานริมหน้าต่างในยามเย็น แสงสีทองของพระอาทิตย์อัสดงส่องกระทบหน้ากระดาษ ทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นและเป็นมิตร เหมือนได้นั่งคุยกับเพื่อนเก่าที่เข้าใจกันดี

มีบางวันที่รู้สึกเหนื่อยและคิดว่าไม่มีอะไรดีให้เขียน แต่เมื่อนึกย้อนกลับไป กลับพบว่ามีเรื่องดีๆ แฝงอยู่เสมอ แค่เราอาจไม่เคยสังเกตมันมาก่อน

การไตร่ตรอง

หนึ่งเดือนผ่านไป ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนใหม่ มุมมองต่อชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไม่น่าเชื่อ จากคนที่เคยจดจ่อกับปัญหาและความกังวล ตอนนี้ฉันฝึกตัวเองให้มองหาและชื่นชมสิ่งดีๆ รอบตัวมากขึ้น ความเครียดลดลง ความสุขเพิ่มขึ้น และที่สำคัญคือ ฉันเริ่มเห็นคุณค่าในชีวิตประจำวันมากขึ้น

การเขียนบันทึกเชิงบวกไม่เพียงเปลี่ยนวิธีคิดของฉัน แต่ยังส่งผลดีต่อความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ฉันกลายเป็นคนที่ชื่นชมและขอบคุณผู้อื่นบ่อยขึ้น โดยเฉพาะกับครอบครัวที่บ้าน ที่ตอนนี้เรามีธรรมเนียมใหม่คือการบอกขอบคุณกันก่อนนอน

ตอนนี้การเขียนบันทึกกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว ฉันพบว่าไม่ว่าวันนั้นจะยากลำบากแค่ไหน มักจะมีสิ่งดีๆ ให้ขอบคุณเสมอ แค่เราต้องฝึกมองหาและให้คุณค่ากับมัน ความสุขที่แท้จริงเกิดจากใจที่รู้จักพอ

การจดบันทึกเรื่องดีๆ ช่วยฝึกสมองให้จดจ่อกับด้านบวกของชีวิต งานวิจัยพบว่าผู้ที่เขียนบันทึกความกตัญญูเป็นประจำมีระดับความสุขเพิ่มขึ้น
การโฟกัสที่ประสบการณ์เชิงบวกช่วยลดระดับคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) ในร่างกาย ส่งผลให้รู้สึกผ่อนคลายและสงบขึ้น
การขอบคุณสิ่งดีๆ ในชีวิตช่วยเพิ่มระดับเซโรโทนินและโดปามีน ซึ่งเป็นสารเคมีในสมองที่ทำให้รู้สึกมีความสุข
การสะท้อนความคิดและความรู้สึกผ่านการเขียนช่วยให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น รู้ว่าอะไรทำให้เรามีความสุขและเติมเต็ม
การบันทึกเรื่องดีๆ เกี่ยวกับคนรอบข้างช่วยให้เราเห็นคุณค่าในความสัมพันธ์ และนำไปสู่การแสดงความขอบคุณที่จริงใจต่อกัน
การฝึกมองหาด้านบวกช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจ ทำให้รับมือกับความท้าทายได้ดีขึ้น
นอกจากจะเป็นการเก็บรักษาความทรงจำที่มีค่าไว้ย้อนอ่านในอนาคตแล้ว ยังช่วยให้เห็นพัฒนาการของตัวเองอีกด้วย
  1. เลือกสมุดบันทึกและปากกาที่ชอบ ให้รู้สึกพิเศษทุกครั้งที่ได้ใช้ อาจเป็นสมุดที่มีลวดลายที่ชอบหรือสีที่สบายตา
  2. กำหนดเวลาที่เหมาะสมในแต่ละวัน เช่น ก่อนนอนหรือหลังตื่นนอน ให้เป็นกิจวัตรประจำวัน
  3. เริ่มจากเขียน 3 สิ่งที่ดีที่เกิดขึ้นในวันนี้ อาจเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ได้ เช่น ได้กินข้าวอร่อยๆ ฟังเพลงโปรด หรือมีคนทักทาย
  4. อธิบายความรู้สึกที่มีต่อเหตุการณ์นั้นๆ ว่าทำไมถึงรู้สึกดี และมีผลต่อวันของคุณอย่างไร
  5. ลองขอบคุณตัวเองหรือคนอื่นในสิ่งที่เกิดขึ้น อาจเริ่มจากคำว่า 'วันนี้ฉันรู้สึกขอบคุณที่...'
  6. อย่ากดดันตัวเองถ้าวันไหนไม่มีเรื่องใหญ่ๆ ให้เขียน เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันก็มีความหมาย
  7. อ่านทบทวนบันทึกเมื่อรู้สึกท้อแท้หรือต้องการกำลังใจ จะได้เห็นว่ามีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นมากมายในชีวิต
  • สมุดบันทึกหรือกระดาษ
  • ปากกาหรือดินสอที่เขียนลื่นมือ
  • พื้นที่ส่วนตัวที่สงบและเป็นส่วนตัว
  • เวลา 5-15 นาทีต่อวัน
  • ทัศนคติเปิดกว้าง
  • ความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
  • ความอดทนต่อตนเองในวันที่คิดไม่ออกว่าจะเขียนอะไร

การเขียนบันทึกเชิงบวกเป็นกิจกรรมที่ปลอดภัยสำหรับทุกวัยและทุกสภาพร่างกาย สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ตามความสะดวก เช่น การบันทึกเสียงสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านการมองเห็น อย่างไรก็ตาม หากพบว่ามีความรู้สึกกดดันหรือเครียดจากการเขียน แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต

ไม่จำเป็นต้องเขียนทุกวันก็ได้นะคะ แต่การทำเป็นประจำจะช่วยสร้างนิสัยการมองโลกในแง่ดี เริ่มจากสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก่อนก็ได้ แล้วค่อยเพิ่มความถี่ขึ้น
ลองมองหาสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ดูนะครับ เช่น อากาศดี อาหารอร่อย หรือการได้พักผ่อน บางครั้งความสุขก็อยู่ในเรื่องใกล้ตัวที่เราอาจมองข้ามไป
ไม่จำเป็นต้องยาวมากค่ะ แค่ 3-5 บรรทัดต่อวันก็เพียงพอแล้ว ที่สำคัญคือคุณภาพมากกว่าปริมาณนะคะ
ช่วงเย็นก่อนนอนเป็นเวลาที่เหมาะสมครับ เพราะจะได้ทบทวนทั้งวันที่ผ่านมา หรือจะเขียนตอนเช้าเพื่อทบทวนวันก่อนหน้าก็ได้ เลือกเวลาที่สะดวกที่สุดสำหรับคุณครับ
การเขียนด้วยมือช่วยให้สมองประมวลผลลึกซึ้งกว่าค่ะ แต่ถ้าไม่สะดวก การพิมพ์ในโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ก็ได้ผลดีเช่นกันนะคะ
ลองเริ่มจากแค่ 2-3 นาทีต่อวันดูนะคะ หรือใช้วิธีบันทึกเสียงแทนการเขียนก็ได้ค่ะ ที่สำคัญคือการทบทวนสิ่งดีๆ ในชีวิต ไม่ใช่รูปแบบการบันทึก
มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่าการฝึกขอบคุณและการโฟกัสที่ด้านบวกอาจช่วยลดอาการซึมเศร้าและความวิตกกังวลได้ แต่ไม่ใช่การรักษาแทนการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญนะครับ
แนะนำให้เก็บไว้เพื่อย้อนอ่านในอนาคตค่ะ จะได้เห็นพัฒนาการและเป็นกำลังใจในวันที่รู้สึกท้อแท้ แต่ถ้ารู้สึกไม่สบายใจที่จะเก็บไว้ การทำลายทิ้งก็เป็นทางเลือกหนึ่งค่ะ
ได้แน่นอนค่ะ บางเรื่องอาจมีความหมายพิเศษกับเรา การเขียนเรื่องเดิมซ้ำๆ ช่วยให้เห็นคุณค่าของสิ่งนั้นมากขึ้น และอาจพบมุมมองใหม่ๆ ที่ไม่เคยสังเกตมาก่อนค่ะ
เป็นเรื่องปกติที่บางครั้งการย้อนคิดถึงความทรงจำอาจทำให้รู้สึกเศร้าครับ ให้ยอมรับความรู้สึกนั้นและโฟกัสที่ปัจจุบัน ถ้ารู้สึกหนักใจควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญนะครับ
ได้มากๆ เลยค่ะ การเขียนบันทึกช่วยพัฒนาทักษะการเขียนและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆ อาจเริ่มจากให้วาดรูปแทนการเขียน หรือใช้คำถามนำง่ายๆ เช่น 'วันนี้หนูรู้สึกดีที่สุดตอนไหน' ค่ะ
มีหลายแอปพลิเคชันที่น่าสนใจที่ออกแบบมาสำหรับการเขียนบันทึกความกตัญญูและความสุข โดยสามารถเลือกใช้แอปบันทึกโน้ตทั่วไปหรือแอปเฉพาะทางได้ตามความสะดวก

เริ่มเขียนบันทึกความสุขวันนี้!