คู่มือ

การสแกนร่างกาย วิธีฝึกสติแบบไทยๆ ที่ทำได้ทุกวัน ใจเย็นเหมือนน้ำนิ่งไหลลึก

การสแกนร่างกายเป็นเทคนิคการฝึกสติที่ช่วยให้รู้สึกตัวทั่วร่าง ที่ช่วยให้รู้สึกตัวทั่วร่าง เหมือนพักผ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ ช่วยลดความเครียดและเพิ่มสมาธิได้ดี

เผยแพร่เมื่อ อัปเดตล่าสุดเมื่อ

บทนำภาพ

ผู้หญิงใส่หูฟังนั่งบนเก้าอี้เอนนอน
ชายนั่งบนโต๊ะสวมหูฟัง
ผู้หญิงนั่งสมาธิบนโซฟาพร้อมหูฟัง
ผู้หญิงนอนบนเตียงพร้อมใส่หูฟัง
ผู้หญิงนอนบนโซฟาสีฟ้า
โครงกระดูกสีทองนั่งในท่าโยคะ
หญิงสาวนั่งสมาธิบนพื้นที่บ้าน
ผู้หญิงนั่งบนเสื่อโยคะในห้อง
ผู้หญิงใส่เสื้อกล้ามสีขาว
ผู้ชายนั่งบนพื้นวิดีโอคอลผ่านแล็ปท็อปพร้อมกาแฟ
คนกำลังนั่งสมาธิ
Photo by Max on Unsplash
ผู้ชายในเสื้อฮู้ดสีดำนั่งบนพื้นหลังสีดำ
ผู้หญิงนั่งอยู่บนเตียง
ผู้หญิงนั่งบนเสื่อโยคะในเปล
Photo by Mina Rad on Unsplash
ผู้หญิงนอนบนโซฟาสีฟ้า
ชายนั่งบนก้อนหินฝึกโยคะ
ผู้หญิงนอนบนโซฟาโดยหลับตา
ผู้ชายนั่งสมาธิในห้องสว่าง โปร่งสบาย
ผู้หญิงนอนบนพื้นในห้อง
เด็กหญิงนั่งอยู่บนเตียง

ความคาดหวัง

อาทิตย์ที่ผ่านมารู้สึกเครียดจนนอนไม่ค่อยหลับเลยค่ะ เพื่อนที่ทำงานแนะนำให้ลองฝึกสติแบบสแกนร่างกาย ตอนแรกก็แอบสงสัยในใจว่าแค่นั่งนิ่งๆ จะช่วยอะไรได้ แต่ไหนๆ ก็ลองดูสักตั้ง เผื่อจะช่วยให้หลับง่ายขึ้น ตอนเย็นวันศุกร์หลังเลิกงาน เลยจัดมุมโปรดในห้องนอน ปูเสื่อโยคะผืนเก่า เปิดหน้าต่างให้ลมพัดโชยมาเบาๆ ตั้งใจว่าจะลองแค่ 10 นาทีเอง ถ้าไม่เวิร์คก็ไม่เป็นไร

การดื่มด่ำ

เริ่มต้นด้วยการนอนหงาย วางมือทั้งสองข้างแนบลำตัว รู้สึกถึงความเย็นของเสื่อที่หลัง ค่อยๆ หลับตาลง ฟังเสียงลมที่พัดผ่านใบไม้ข้างนอก เริ่มต้นที่ปลายเท้าขวา รู้สึกถึงสัมผัสของถุงเท้านุ่มๆ ที่สวมอยู่ ความหนักของขาที่ทับอยู่บนพื้น ค่อยๆ เลื่อนความสนใจขึ้นมาที่น่อง เข่า ต้นขา รู้สึกถึงกล้ามเนื้อที่ตึงๆ จากนั่งทำงานมาทั้งวัน ระหว่างทางมีบางครั้งที่ใจลอยไปคิดเรื่องงานที่ค้าง แต่ก็ค่อยๆ ดึงความสนใจกลับมาที่ลมหายใจอีกครั้ง รู้สึกถึงท้องที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจ

การไตร่ตรอง

พอครบ 10 นาที รู้สึกเหมือนพึ่งตื่นจากหลับลึก ร่างกายเบาสบายเหมือนถูกชาร์จแบตใหม่ จากที่คิดว่าแค่ 10 นาทีจะนานแค่ไหน กลับรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก ตอนนี้กลายเป็นกิจวัตรก่อนนอนที่รอคอยทุกคืน เหมือนได้พักผ่อนทั้งกายและใจ แม้จะนอนแค่ 5 นาทีก็รู้สึกสดชื่นเหมือนได้นอนเต็มอิ่ม ตื่นมาพร้อมรอยยิ้มและพลังใหม่ๆ

จากการศึกษาพบว่าช่วยลดความเครียดได้อย่างมีนัยสำคัญ
ช่วยให้นอนหลับลึกขึ้นและตื่นขึ้นมาสดชื่นเหมือนได้พักผ่อนเต็มที่
การฝึกสม่ำเสมอช่วยเพิ่มความสามารถในการจดจ่อได้ดีขึ้น
ช่วยให้เข้าใจภาษากายและสัญญาณจากร่างกายของตัวเองได้ดีขึ้น
ช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดจากนั่งทำงานนานๆ
กระตุ้นการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ช่วยให้อารมณ์แจ่มใสขึ้น
การผ่อนคลายช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น
  1. หาเวลาว่างที่เหมาะสม เช่น ก่อนนอนหรือหลังตื่นนอน
  2. จัดท่าทางให้นอนหงายหรือนั่งในท่าสบายๆ
  3. เริ่มต้นด้วยการรับรู้ลมหายใจเข้าออกสัก 3-5 ลมหายใจ
  4. ค่อยๆ สังเกตความรู้สึกที่ปลายเท้า แล้วค่อยๆ เคลื่อนความสนใจขึ้นมาทีละส่วนของร่างกาย
  5. เมื่อความคิดฟุ้งซ่าน ให้ดึงความสนใจกลับมาที่ลมหายใจและร่างกายอย่างนุ่มนวล
  6. เริ่มจากระยะเวลาสั้นๆ 5-10 นาที แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้น
  7. ฝึกเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
  • สถานที่เงียบสงบ เช่น ห้องนอนหรือมุมโปรดในบ้าน
  • เสื่อโยคะหรือเบาะนุ่มๆ
  • เสื้อผ้าสบายๆ ไม่รัดแน่น
  • เวลา 5-20 นาที
  • โทรศัพท์หรืออุปกรณ์สำหรับฟังเสียงนำ (ถ้าต้องการ)
  • หมอนหนุนศีรษะหรือเข่า (ถ้าจำเป็น)
  • ผ้าห่มบางๆ (ถ้ารู้สึกหนาว)

การฝึกสติปลอดภัยสำหรับคนทั่วไป แต่หากมีอาการเจ็บปวดรุนแรง มีปัญหาสุขภาพจิต หรือกำลังตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน สามารถปรับท่าให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายได้

ฝึกได้ทุกเวลาที่ว่าง แต่ช่วงเช้าหลังตื่นนอนหรือก่อนนอนจะดีที่สุด เพราะเป็นเวลาที่เงียบสงบ เหมาะกับการฝึกสติ
การหลับระหว่างฝึกเป็นเรื่องปกติ แสดงว่าร่างกายต้องการการพักผ่อน ถ้าเป็นไปได้ควรเปลี่ยนมาเป็นท่านั่งแทนการนอน
เห็นผลแตกต่างได้ตั้งแต่ครั้งแรก แต่ควรฝึกเป็นประจำทุกวันอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
สามารถขยับตัวหรือเปลี่ยนท่าให้สบายขึ้นได้ การฝึกควรเป็นไปอย่างผ่อนคลาย ไม่ฝืนร่างกาย
ฝึกได้ตั้งแต่เด็กอายุ 7 ขวบขึ้นไป โดยปรับเวลาให้สั้นลงและใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย
ไม่จำเป็นต้องปิดตา แต่ถ้าปิดตาจะช่วยให้โฟกัสได้ดีขึ้น
เป็นเรื่องปกติมากๆ แค่สังเกตว่าความคิดมา แล้วค่อยๆ ดึงความสนใจกลับมาที่ลมหายใจ ไม่ต้องโทษตัวเอง
ไม่จำเป็น นั่งบนเก้าอี้หรือนอนหงายก็ได้ ที่สำคัญคือท่าทางต้องสบายไม่ปวดเมื่อย
ฝึกวันละ 1-2 ครั้งก็เพียงพอ แต่ถ้ามีเวลามากกว่านั้นก็สามารถฝึกได้บ่อยขึ้น
ได้แน่นอน หลังจากฝึกจนชำนาญแล้ว สามารถฝึกเองโดยไม่ต้องใช้เสียงนำได้
โดยทั่วไปไม่มีผลข้างเคียงร้ายแรง แต่บางคนอาจรู้สึกเวียนศีรษะเล็กน้อยจากการหายใจลึกๆ
ฝึกได้ แต่ควรนอนตะแคงซ้ายแทนการนอนหงาย และอาจต้องใช้หมอนหนุนให้สบายตัวขึ้น
อาจเป็นเพราะร่างกายขาดการพักผ่อน ลองฝึกในเวลาที่ไม่ง่วง เช่น ตอนเช้าหลังตื่นนอน
ควรฝึกเป็นประจำสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
ส่วนใหญ่ฝึกได้ แต่หากมีโรคประจำตัวรุนแรงควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มฝึก

มาเริ่มสแกนร่างกายกันเถอะ ปล่อยวางเป็นโล่ง!