คู่มือ

โยคะหัวเราะ - บำบัดความเครียด เสริมสุขภาพใจ ด้วยเสียงหัวเราะ

โยคะหัวเราะเป็นกิจกรรมกลุ่มที่ผสมผสานการหัวเราะโดยไม่มีเหตุผลกับการหายใจแบบโยคะ ช่วยลดความเครียด เสริมสร้างความสุข และเพิ่มพลังงานในชีวิตประจำวัน

เผยแพร่เมื่อ อัปเดตล่าสุดเมื่อ

บทนำภาพ

รูปปั้นหินพระหัวเราะถือบาตร
ผู้หญิงใส่เสื้อกล้ามดำสวมต่างหูทอง
Photo by Chris Hardy on Unsplash
บล็อกไม้สีน้ำตาลบนโต๊ะสีขาว
ผู้หญิงนั่งบนม้านั่งสีดำ
ผู้หญิงยิ้มหัวเราะอย่างมีความสุขหน้าผ้าสีขาว
หญิงสาวสวยนั่งบนก้อนหินริมน้ำ
สุนัขนั่งอยู่บนถนนดิน
ผู้หญิงนั่งหัวเราะอยู่ในทุ่งนา
ภาพขาวดำของผู้หญิงกำลังหัวเราะ
Photo by Iamsabrinka on Unsplash
ผู้หญิงสวมเสื้อสีขาวยิ้มพิงผนัง
Photo by Simona Toma on Unsplash
ผู้หญิงนั่งบนกระเป๋าเดินทางสีดำ
รูปปั้นเด็กทารกในเสื้อสีเหลือง
ผู้หญิงใส่เสื้อกล้ามสีขาว
Photo by Paula Berto on Unsplash
ใบหน้าผู้หญิงมีกระ
รูปขาวดำของรูปปั้นผู้ชายหัวเราะ
เด็กหญิงคนหนึ่งกำลังเล่นที่ชายหาด
คนกำลังเดินในป่า
ใบหน้าผู้หญิงยิ้มอยู่ท่ามกลางดอกไม้
รูปปั้นพระพุทธรูปหินในสวนล้อมรอบด้วยต้นไม้
ผู้หญิงนั่งบนหญ้าในท่าโยคะ

ความคาดหวัง

เช้าวันจันทร์ที่ออฟฟิศเต็มไปด้วยความเครียด ฉันนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยความเมื่อยล้า เพื่อนร่วมงานทักมาว่ามีคลาสโยคะหัวเราะออนไลน์ตอนเย็น ฟังดูน่าสนุกดี แต่ก็แอบสงสัยในใจว่าจะขำได้ยังไงในเมื่อไม่มีมุขตลกสักนิด

ตอนจองคลาส ครูส่งข้อความมาว่า "ไม่ต้องกลัวว่าจะหัวเราะไม่เป็น แค่ปล่อยใจไปกับเสียงหัวเราะ" ฉันยิ้มน้อยๆ ด้วยความกังวล แต่ก็ตัดสินใจลองดูสักตั้ง เตรียมเสื่อโยคะเก่าๆ ผ้าห่มนุ่มๆ และน้ำดื่มไว้ข้างตัว รอเวลาเริ่มคลาสด้วยความตื่นเต้น

การดื่มด่ำ

พอถึงเวลา หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็สว่างขึ้นด้วยรอยยิ้มของครูผู้สอน เสียงเพลงบรรเลงเบาๆ พร้อมเสียงน้ำตกทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ครูเริ่มด้วยการหายใจเข้าลึกๆ แล้วหัวเราะเบาๆ "โฮะโฮะ ฮ่าฮ่า" เสียงหัวเราะของครูดังชัดเจนผ่านลำโพง

ครูพาเราทำท่า "หัวเราะทักทาย" โดยยกมือไหว้แล้วหัวเราะไปด้วย ครั้งแรกเสียงหัวเราะของฉันยังแข็งๆ แต่พอเห็นเพื่อนร่วมคลาสต่างก็หัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติ ฉันก็เริ่มปล่อยใจไปกับจังหวะ เสียงหัวเราะดังก้องในห้องเหมือนเสียงน้ำตกตามวัดโบราณ ยามเย็นที่ลมโชยมาพร้อมกลิ่นดอกมะลิ

กิจกรรมต่อมาคือ "หัวเราะแบบเงียบ" ที่เราต้องยิ้มกว้างๆ แล้วหัวเราะโดยไม่มีเสียง รู้สึกกล้ามเนื้อหน้าท้องกระตุกๆ แปลกๆ แต่ก็สนุกดี ครูบอกว่าแม้จะหัวเราะแบบไม่ดัง แต่ร่างกายก็ยังได้รับประโยชน์เหมือนกัน

การไตร่ตรอง

หลังจบคลาส ฉันรู้สึกเบาสบายเหมือนมีใครมาลบความเครียดที่สะสมมานานออกไปหมด ความรู้สึกนี้ทำให้ฉันยิ้มได้ทั้งที่อยู่คนเดียว ตอนแรกที่คิดว่าจะหัวเราะโดยไม่มีเหตุผลคงยาก แต่จริงๆ แล้วมันเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่คิด

สัปดาห์ต่อมา ฉันลองนำเทคนิคการหายใจและหัวเราะสั้นๆ มาปรับใช้ตอนเครียดจากการทำงาน แค่หายใจลึกๆ แล้วยิ้มให้กับตัวเอง แม้จะไม่ถึงกับหัวเราะออกมา แต่อารมณ์ก็ดีขึ้นทันตาเห็น ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงเรียกว่า "ยาที่ดีที่สุด" เพราะนอกจากจะฟรีแล้ว ยังทำได้ทุกที่ทุกเวลา

ที่สำคัญที่สุด โยคะหัวเราะทำให้ฉันรู้ว่าในวันที่ชีวิตดูหนักหนา แค่เริ่มต้นด้วยรอยยิ้มก็สามารถเปลี่ยนมุมมองต่อเรื่องต่างๆ ได้แล้ว ฉันวางแผนว่าจะชวนเพื่อนๆ ที่ออฟฟิศมาลองคลาสนี้ด้วยกัน เพราะเชื่อว่าความสุขที่เกิดขึ้นจะช่วยให้ทีมงานของเราทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น

การหัวเราะช่วยลดฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอล และเพิ่มการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินส์ ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขตามธรรมชาติ ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขมากขึ้น
การหัวเราะเป็นประจำช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บได้ดีขึ้น โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับความเครียด
การหายใจลึกๆ ขณะฝึกโยคะหัวเราะช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในเลือด ทำให้ร่างกายตื่นตัว สดชื่น และสมองทำงานได้ดีขึ้น
การหัวเราะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้น ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
การหัวเราะร่วมกันเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น ช่วยละลายพฤติกรรมและสร้างบรรยากาศเป็นกันเอง
การฝึกโยคะหัวเราะเป็นประจำช่วยให้สมองปลอดโปร่ง มีสมาธิจดจ่อกับงานได้ดีขึ้น และช่วยลดความเครียดจากการทำงาน
การฝึกโยคะหัวเราะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล ทำให้หลับง่ายและหลับลึกขึ้น
  1. ค้นหาคลาสโยคะหัวเราะในพื้นที่ของคุณหรือออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ
  2. เตรียมพื้นที่ส่วนตัวที่เงียบสงบและมีอากาศถ่ายเทสะดวก
  3. สวมใส่เสื้อผ้าสบายๆ ที่ไม่รัดแน่นจนเกินไป
  4. ดื่มน้ำให้เพียงพอก่อนเริ่มฝึกประมาณ 30 นาที
  5. เริ่มต้นด้วยการนั่งหรือยืนในท่าที่สบาย หลับตาและหายใจเข้าลึกๆ
  6. ปล่อยใจให้เป็นธรรมชาติและสนุกไปกับการฝึก ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องสมบูรณ์แบบ
  7. ฝึกฝนเป็นประจำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15-20 นาที เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
  • พื้นที่ว่างพอสำหรับนั่งหรือยืนสบายๆ
  • เสื้อผ้าสบายๆ ที่ไม่รัดแน่นเกินไป
  • น้ำดื่มสะอาด
  • ใจที่เปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ
  • อินเทอร์เน็ตที่เสถียร (สำหรับคลาสออนไลน์)
  • อุปกรณ์สำหรับนั่ง (เบาะรองนั่งหรือเก้าอี้)
  • ผ้าขนหนูหรือผ้าคลุมไหล่สำหรับกรณีรู้สึกหนาว

โยคะหัวเราะเป็นกิจกรรมที่ปลอดภัยสำหรับคนทุกวัย ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจหรือเพิ่งผ่าตัดช่องท้องควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้าร่วม สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อเข่าสามารถนั่งบนเก้าอี้ได้ ควรสวมเสื้อผ้าสบายๆ และดื่มน้ำให้เพียงพอก่อนและหลังการฝึก

โยคะหัวเราะเหมาะกับทุกคนที่ต้องการลดความเครียดและเพิ่มความสุขในชีวิตประจำวัน โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะพิเศษใดๆ เหมาะทั้งนักเรียน นักศึกษา วัยทำงาน หรือผู้สูงอายุ
ไม่จำเป็นต้องหัวเราะตลอดเวลา ครูผู้สอนจะค่อยๆ พาไปทีละขั้นตอน เริ่มจากการยิ้ม หัวเราะเบาๆ จนถึงหัวเราะเต็มที่ โดยให้ความสำคัญที่ความรู้สึกผ่อนคลายเป็นหลัก
ไม่ต้องกังวล การหัวเราะเทียมจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นการหัวเราะจริงๆ เองเมื่อร่างกายและใจเราพร้อม บางครั้งการยิ้มให้กับตัวเองหน้ากระจกก็ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้
แนะนำให้ฝึกอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15-20 นาที สำหรับผู้เริ่มต้นอาจเริ่มจากวันละ 5-10 นาที แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้นเรื่อยๆ
ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจรุนแรง โรคหอบหืดในระยะรุนแรง หรือเพิ่งผ่าตัดช่องท้องควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มฝึก ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรระวังไม่กลั้นหายใจระหว่างฝึก
สามารถฝึกคนเดียวได้โดยดูจากคลิปสอนหรือแอปพลิเคชัน แต่การฝึกเป็นกลุ่มจะได้ผลดีกว่าเพราะพลังของเสียงหัวเราะจะช่วยกระตุ้นกันและกัน
ได้ เด็กอายุ 5 ปีขึ้นไปสามารถฝึกโยคะหัวเราะได้ เพราะเป็นกิจกรรมที่สนุกและปลอดภัย ช่วยพัฒนาทักษะทางสังคมและการแสดงออก
หลายคนรู้สึกผ่อนคลายและสดชื่นขึ้นทันทีหลังการฝึก แต่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจะเห็นได้เมื่อฝึกเป็นประจำอย่างต่อเนื่องประมาณ 2-4 สัปดาห์
การฝึกโยคะหัวเราะเป็นประจำช่วยลดความเครียดและทำให้จิตใจสงบขึ้น จึงส่งผลดีต่อคุณภาพการนอน ควรฝึกก่อนนอนอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงเพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย
มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่าการหัวเราะช่วยลดความเครียด ลดความดันโลหิต และส่งผลดีต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
โยคะหัวเราะเน้นที่การผ่อนคลายและความสนุกสนานมากกว่าการออกกำลังกายที่ต้องใช้แรง ใช้การหายใจเป็นหลัก จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจ
นอกจากเตรียมอุปกรณ์พื้นฐานแล้ว ควรฝึกในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่อิ่มหรือหิวเกินไป และที่สำคัญคือต้องมีใจที่เปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ปล่อยวางความกังวลและสนุกไปกับการฝึก

มาเติมเสียงหัวเราะให้ชีวิตกันเถอะ!